พฤษภาคม 13, 2021

BETAGRO ตอกย้ำความมุ่งมั่นช่วยให้ประชาชนมีคุผรภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยมากขึ้น

BETAGRO ร่วมฝ่าวิกฤต COVID-19 ชูโครงการ เบทาโกร เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

BETAGRO

เบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารคุณภาพชั้นนำของประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยมากขึ้น ในราคาที่เป็นธรรม

เปิดตัวโครงการเฉพาะกิจ ‘BETAGRO #recover19 #เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน’ ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในวิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เติมเต็มให้คนไทยมีสุขภาพดีผ่านอาหารคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม มอบความช่วยเหลือเร่งด่วน และสนับสนุน 3 ภาคส่วนหลัก ทั้งภาคสาธารณสุข, ภาครัฐบาล และภาคประชาชน ให้สามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุด

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า “นับแต่เริ่มมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติงานกันอย่างหนัก ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นทำให้สินค้าจำเป็นบางประเภทมีราคาสูงขึ้น เครือเบทาโกรในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารของคนไทยที่ตระหนัก และให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นพิเศษมาโดยตลอด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่ต้องการช่วยให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยอาหารที่มีคุณภาพมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น ในราคาที่เป็นธรรม จึงได้จัดทำโครงการเฉพาะกิจ ‘BETAGRO #recover19 #เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน’ เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคน โดยแบ่งเป็นความช่วยเหลือเร่งด่วน และมาตรการ ดังนี้

การสนับสนุนภาคสาธารณสุข

1.มอบเงินบริจาคจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมมอบเจลแอลกอฮอล์ 5,000 ขวด ให้กับโรงพยาบาล 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี, สถาบันบำราศนราดูร, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

2.มอบวัตถุดิบอาหารสดแช่แข็ง กว่า 30,000 กิโลกรัม ผ่านคาราวาน BETAGRO #recover19 #เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านการแพทย์ ให้มีอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย รับประทาน โดยทยอยส่งมอบตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2563 เป็นต้นไป ให้แก่ 22 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้แก่

กรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลศิริราช, และสถาบันบำราศนราดูรภาคเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์, โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (โรงพยาบาลสวนดอก), โรงพยาบาลเกาะคา ลำปาง และโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา, โรงพยาบาลมหาสารคามภาคกลาง ได้แก่ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นครนายก, โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี ปทุมธานี, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ปทุมธานี, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ลพบุรี, โรงพยาบาลนครปฐม, โรงพยาบาลสมุทรปราการ และโรงพยาบาลสมุทรสาครภาคตะวันตก ได้แก่ โรงพยาบาลราชบุรีภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลพัทลุง, โรงพยาบาลวชิรภูเก็ต, โรงพยาบาลกระบี่, โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช

3.สนับสนุนพันธมิตรผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ‘หมูทอดเจ๊จง’ มอบผลิตภัณฑ์หมูหมักพร้อมปรุง จำนวน 1,000 กิโลกรัม เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับนำไปจัดทำอาหารให้แก่บุคลากรทางการแพทย์

การสนับสนุนและขานรับนโยบายภาครัฐบาล

ผลิตและส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ทั้งผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์แปรรูป จากฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐานของเครือเบทาโกร!

การช่วยเหลือภาคประชาชน

กระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศตรงเวลาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้า และบริการได้อย่างสะดวกสบายทุกช่องทาง! โดยวางจำหน่ายตามร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ Tops Supermarket, Gourmet Market, Foodland Supermarket, Villa Supermarket, MaxValu, UFM Fuji, Big C, Tesco Lotus, Makro, ร้านหมูอนามัยภายใต้แบรนด์เบทาโกร ร้านเบทาโกรช็อป 197 สาขา และร้านเบทาโกรเดลี่ 18 สาขา นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ HappyFresh, Tops Online, Villa Market Online พร้อมเปิดบริการเดลิเวรี่ จัดส่งสินค้าหมูสด ไก่สด ไข่สด, สินค้าหมู และไก่แช่แข็ง, อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทานกว่า 30 รายการจากร้านเบทาโกรช็อป และร้านเบทาโกรเดลี่ ส่งตรงถึงบ้านแล้ววันนี้! พร้อมโปรโมชั่นสินค้าหมุนเวียนตลอดเดือนเมษายนในราคาพิเศษ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมเชิญชวนผู้บริโภค และพนักงานภายในองค์กร พร้อมใจทำดีตามมาตรการโควิด-19 ภายใต้ชื่อ ‘#betagro #recover19 #เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน’ เชิญชวนทุกคนร่วมแสดงพลัง โดยการโพสต์ภาพกิจกรรม เรื่องราวการปฏิบัติตามมาตรการ หรือการทำความดีต่าง ๆ ในสื่อโซเชียลออนไลน์ เพื่อส่งต่อกำลังใจให้คนไทยทุกคน…

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังลามไม่หยุด ทำให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก เริ่มซื้ออาหารกักตุน ขณะเดียวกันก็หาซื้อยา เวชภัณฑ์

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังลามไม่หยุด ล่าสุด ณ วันที่ 9 มี.ค. พบผู้ป่วยเกินกว่า 1.1 แสนคน ใน 107 ประเทศ

โดยเฉพาะอิตาลีได้มีประกาศขยายมาตรการรับมือวิกฤต ด้วยการสั่งปิดประเทศถึง 3 เมษายน 2563 พร้อมทั้งขอให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้าน ขณะที่สเปนอยู่ระหว่างการหารือถึงมาตรการป้องกัน แม้แต่ในสหรัฐ การแพร่ระบาดก็เริ่มทวีความรุนแรงในหลายรัฐ ส่งผลให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก เริ่มซื้ออาหารกักตุน ขณะเดียวกันก็หาซื้อยา เวชภัณฑ์ และสินค้าจำเป็นไว้ใช้ในยามฉุกเฉินนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การระบาดของโควิด-19 ที่แพร่ไปทั่วโลก ทำให้ประชาชนต้องการสำรองอาหารไว้รับประทานภายในบ้านมากขึ้น ที่เห็นชัดเจน คือ อิตาลีและสหรัฐอเมริกา แม้คนจำนวนมากยังออกมาดำเนินชีวิตตามปกติ แต่การซื้ออาหารกระป๋องไปสต๊อกไว้มีมากขึ้น ส่งผลให้ TU ซึ่งผลิตและส่งออกสินค้าปลากระป๋องแบรนด์มาริบลู ไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปมียอดขายเพิ่มขึ้น “อิตาลี เห็นผลเยอะว่าคนเริ่มซื้อเก็บสต๊อกมากขึ้น เช่นเดียวกันในอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นมาก ๆ คือ อาหารกระป๋อง ส่วนของอาหารแช่แข็งยังมีน้อย จึงต้องรอดูสถานการณ์อีกระยะ การปรับกลยุทธ์ช่วงนี้แน่นอนว่าต้องเพิ่มการทำการตลาดทางออนไลน์มากขึ้น อย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่ทำตลาดกับทีมอลล์ในจีนซึ่งยังทำต่อ” นายธีรพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานของ TU ทั่วโลกยังเปิดดำเนินการ แต่ได้กำหนดมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด ห้ามพนักงานเดินทางไปประเทศเสี่ยง และมีมาตรการเฝ้าระวังในทุกสำนักงานของเราทั่วโลก ปรับกลยุทธ์ด้วยการใช้ระบบ การประชุมทางวิดีโอ สื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลอย่างไรต่อธุรกิจบ้าง แต่คิดว่าคงไม่กระทบอุตสาหกรรมเรามากนัก เพราะธุรกิจอาหารยังมีความจำเป็น ขณะนี้ตลาดส่งออกแบ่งเป็น อเมริกาเหนือ 41% ยุโรป 28% ไทย 12% ส่วนตลาดอื่น ๆ ซึ่งจะรวมตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาใต้ คิดเป็น 19%   นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง TU กล่าวว่า สถานการณ์กุ้งและอาหารแช่เยือกแข็ง ไตรมาส 1 ปีนี้ ได้รับผลจากโรคระบาดที่จีนประกาศปิดประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้การขนส่งทางเรือหยุดลงทั้งหมด การส่งออกไปตลาดจีนซึ่งตลาดดาวรุ่งของไทยคิดเป็น 10% ของผลผลิตรวมของประเทศต้องหยุดชะงักไป แต่หวังว่าสถานการณ์ระบาดในจีนดีขึ้น เพราะอัตราการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่าอัตราผู้ป่วยที่รักษาหาย แต่ยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกระยะ “ผลจากการระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่อย่างเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก กับอินเดีย ส่งกุ้งเข้าไปจีนไม่ได้ เพราะการขนส่งทางเรือหยุดหมด สินค้าจึงไหลไปอเมริกาและสหภาพยุโรป ส่งผลให้ราคากุ้งปรับลดลง แต่ยังโชคดีเพราะเป็นจังหวะช่วงโลว์ซีซั่นของการผลิตจึงกระทบไม่มาก” นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหารและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลดีต่อการส่งออกถุงมือยางของบริษัทช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกที่เสริมเข้ามาช่วยเพิ่มความต้องการใช้ ไม่ใช่เฉพาะจีน แต่ตอนนี้มีลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศ เช่น กลุ่มบริษัท โรงแรม สายการบินต่าง ๆ และผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง ติดต่อสั่งซื้อเข้ามาเป็นการด่วน ทำให้บริษัทต้องเพิ่มกำลังการผลิตเต็ม 100% หรือประมาณ 30,000-33,000 ล้านชิ้น/เดือน โดยจะเน้นส่งมอบลูกค้ากลุ่มเดิมก่อนทยอยส่งมอบให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ และต้องเตรียมสต๊อกวัตถุดิบน้ำยางดิบ เพื่อผลิตถุงมือยางธรรมชาติให้เพียงพอกับความต้องการใช้ เพราะใกล้เข้าสู่ช่วงหยุดกรีดยางแล้ว”สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดถุงมือยางโลกคึกคักขึ้น ความต้องการค้าเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนล้านชิ้น เป็น 3.3 แสนล้านชิ้น หรือขยายตัวเพิ่ม 10% เราเป็นเบอร์ 3 ของโลก ผลิตได้ 30,000 ล้านชิ้น/เดือน เมื่อเกิดโรคระบาด ความต้องการด้านการแพทย์เพิ่มขึ้นก่อน จากนั้นทุกอุตสาหกรรมก็ต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน บริษัททั่ว ๆ ไป”นายวิทย์นาถ สินเจริญกุล Strategic Branding Executive บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT กล่าวว่า ขณะนี้คำสั่งซื้อถุงมือยางต่อเนื่องไปถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค.แล้ว เทียบกับปีก่อนน่าจะเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนเดินเครื่องผลิต 16,000-18,000 ล้านชิ้น/เดือน คาดว่าปีนี้ยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้น 10-20% ด้านนายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธาน บจ.เอเซีย โกลเด้นไรซ์ ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะตลาดฮ่องกงคาดว่าจะเพิ่มมากถึง 15% เพราะข้าวเป็นสินค้าจำเป็น เนื่องจากประชาชนถูกกักบริเวณให้ใช้ชีวิตในบ้าน ออกมาจับจ่ายได้ยาก ภัตตาคาร ร้านอาหารหยุดเกือบหมด จึงต้องซื้อข้าวไปสต๊อก ทั้งนี้ปกติข้าวจากไทยจะส่งไปจีนผ่านทางเสิ่นเจิ้นและกว่างโจวเป็นหลัก ตอนนี้ยังสามารถส่งออกได้ ส่วนความต้องการนำเข้าข้าวจะมีมากขึ้นเพียงใด ต้องประเมินอีกระยะหนึ่ง เพราะขณะนี้ไทยประสบปัญหาภัยแล้งผลผลิตลดลง…

เจ้าของร้าน เจ๊จง ชวนมอเตอร์ไซค์วิน-แซ็กซี่ รับข้าวหมูทอดไปขายเพิ่มกำไรกล่องละ 7 บาท สามารถเพิ่มรายได้สู้โควิด-19

เจ้าของร้าน เจ๊จง ลุกขึ้นมาประกาศช่วยสร้างโอกาสสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์วิน และคนขับแท็กซี่ ให้มีรายได้เลี้ยงชีพด้วยการนำข้าวหมูทอดใส่กล่องไปขายตามหมู่บ้าน

เจ้าของร้าน เจ๊จง

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก การทำงานหยุดชะงักจนขาดรายได้ เกิดวิกฤติในอาชีพจนเป็นที่ลำบากกันถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในความยากลำบากเรากลับได้เห็นมุมดีๆ ในสังคมไทยที่ยังมีน้ำใจให้กันเสมอ เช่นกรณีของของเจ๊จง ซึ่งเจ้าของร้าน “หมูทอดเจ๊จง” ที่ก่อนหน้านี้ เคยแสดงน้ำใจด้วยการแบ่งปันข้าวหมูทอดแสนอร่อยให้กับบุคลากรการแพทย์ ที่ทำงานอย่างหนักจนไม่มีเวลาออกมาซื้อกับข้าว ส่งข้าวกล่องให้กับโรงพยาบาลราชวิถี และ บำราญฯ ภายใต้ชื่อโครงการ Chefs For Chance นอกจากนี้ เจ๊จงยังแจกอาหารและสิ่งของจำเป็นให้กับชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ที่บางคนเดือดร้อนจากภาวะตกงานอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เจ๊จง ลุกขึ้นมาประกาศช่วยสร้างโอกาสสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์วิน และคนขับแท็กซี่ ให้มีรายได้เลี้ยงชีพด้วยการนำข้าวหมูทอดใส่กล่องไปขายตามหมู่บ้าน หรือชุมชนต่าง ๆ โดยผู้นำไปขายต่อจะได้กำไรต่อกล่องที่กล่องละ 7 บาท และไม่ต้องจ่ายเงินก่อน เพียงแค่นำหลักฐานมาแสดงกับทางร้าน พร้อมระบุพื้นที่ที่ต้องการเพื่อไม่ให้เกิดความซับซ้อน จากนั้นขายได้เท่าไหร่ก็บวกกำไรไป สร้างรายได้เพิ่มจากวิกฤติในเวลานี้

โดยเจ๊จงบอกถึงแรงบันดาลใจ ระบุว่า อยากช่วยให้คนที่เดือดร้อนมีรายได้ ในเวลาวิกฤตแบบนี้ต้องลุกขึ้นมาช่วยกัน หากแค่ให้เงิน-แจกเงิน เดี๋ยวก็หมดไป แต่ถ้าให้วิธีหารายได้ก็จะยั่งยืนกว่า

“เราให้วิชาหาเงิน แจกของที่จำเป็นให้บรรเทาความเดือดร้อน เชื่อเจ๊เถอะ ไม่ต้องรอเวลาว่าเมื่อไหร่เงินจะมา แต่ให้ลุกขึ้นมาแล้วออกไปหาเงิน” เจ๊จง กล่าว…

ณัฏฐ์ชนน สละเงินเดือน ส.ส.ซื้อข้าวสาร 8500 กก ด้านของอุปโภค-บริโภคหลัง เครื่องป้องกัน “โควิด-19”

ณัฏฐ์ชนน สละเงินเดือน แจกชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมจุดประกายวิธีคิดใหม่ช่วยเหลือ ด้านของอุปโภค-บริโภคหลัง เครื่องป้องกัน “โควิด-19”

ณัฏฐ์ชนน สละเงินเดือน

เมื่อวันที่ 13 เม.ย.63 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่นั้น อุปกรณ์การป้องกันต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ยาฆ่าเชื้อสำหรับฉีดพ่น และอุปกรณ์สำหรับแพทย์ถือว่ามีเกือบครบแล้ว เพราะได้รับน้ำใจจากหลายหน่วยงานนำมาบริจาคกันมากมาย แต่ปัญหาสำคัญที่กำลังตามมา คือ เรื่องปากท้องของชาวบ้านโดยเฉพาะข้าวสาร เพราะภาคใต้นั้นมีนาข้าวอยู่น้อย ไม่เหมือนกับภาคกลางและภาคอีสาน ดังนั้นตนจึงขอนำเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของตนจำนวนหนึ่งไปซื้อข้าวสาร 170 กระสอบๆละ 50 กิโลกรัม รวม 8,500 กิโลกรัม เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยประสานกับทางชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่เขต 7 จ.สงชลา ประกอบไปด้วย อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย และ อ.สะเดา เพื่อเป็นตัวแทนรับมอบไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้าน “ตอนที่ผมลงพื้นที่ชาวบ้านบอกว่าลำบากมาก เรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะข้าวสาร ซึ่งมีราคาดีดตัวขึ้นไปสูงมาก เพราะต้องขนส่งมาจากภาคอื่น พวกผักท้องถิ่น กุ้ง หอย ปู ปลา ยังพอหาในแม่น้ำในทะเลได้บ้าง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องข้าวนี่สำคัญมาก ผมจึงอยากเป็นคนจุดประกายในวิธีคิด เพราะขณะนี้เราพอที่จะควบคุมโรค และแจกจ่ายอุปกรณ์ต่างๆได้เกือบคลอบคลุมแล้ว แต่ผลที่จะตามมานั้นคือปัญหาปากท้อง เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งขั้นต่อไปหลังการแจกอุปกรณ์ป้องกันโรค คือ ต้องช่วยเหลือด้านอาหารการกิน” นายณัฏฐ์ชนน กล่าว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอีกว่า เรื่องต่อไปที่ทางรัฐบาลจะหันมามองหลังจากควบคุมโรคได้แล้ว คือ เรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ว่า จะมีวิธีการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง นอกจากการแจกเงินเยียวยาแล้ว ตนคิดว่าการช่วยเหลือด้านของอุปโภคบริโภคเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ซึ่งการแจกข้าวนั้นถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย หากการแจกข้าวนี้ช่วยบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ ต่อไปตนอาจจะหาไข่ไก่หรืออาหารอื่นๆมาแจกต่อไปตามกำลังที่มี ซึ่งตนก็หวังว่าหากทำแล้วได้ผลดี ส.ส.ในพื้นที่อื่นๆก็อาจจะนำแนวทางนี้ไปใช้บ้าง ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน…