กรกฎาคม 8, 2020
ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังลามไม่หยุด ทำให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก เริ่มซื้ออาหารกักตุน ขณะเดียวกันก็หาซื้อยา เวชภัณฑ์

ผวา สถานการณ์ ไวรัสโควิด-19

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังลามไม่หยุด ล่าสุด ณ วันที่ 9 มี.ค. พบผู้ป่วยเกินกว่า 1.1 แสนคน ใน 107 ประเทศ

โดยเฉพาะอิตาลีได้มีประกาศขยายมาตรการรับมือวิกฤต ด้วยการสั่งปิดประเทศถึง 3 เมษายน 2563 พร้อมทั้งขอให้ประชาชนกักตัวอยู่ในบ้าน ขณะที่สเปนอยู่ระหว่างการหารือถึงมาตรการป้องกัน แม้แต่ในสหรัฐ การแพร่ระบาดก็เริ่มทวีความรุนแรงในหลายรัฐ ส่งผลให้ประชาชนทั่วโลกพากันตื่นตระหนก เริ่มซื้ออาหารกักตุน ขณะเดียวกันก็หาซื้อยา เวชภัณฑ์ และสินค้าจำเป็นไว้ใช้ในยามฉุกเฉินนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การระบาดของโควิด-19 ที่แพร่ไปทั่วโลก ทำให้ประชาชนต้องการสำรองอาหารไว้รับประทานภายในบ้านมากขึ้น ที่เห็นชัดเจน คือ อิตาลีและสหรัฐอเมริกา แม้คนจำนวนมากยังออกมาดำเนินชีวิตตามปกติ แต่การซื้ออาหารกระป๋องไปสต๊อกไว้มีมากขึ้น ส่งผลให้ TU ซึ่งผลิตและส่งออกสินค้าปลากระป๋องแบรนด์มาริบลู ไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปมียอดขายเพิ่มขึ้น “อิตาลี เห็นผลเยอะว่าคนเริ่มซื้อเก็บสต๊อกมากขึ้น เช่นเดียวกันในอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นมาก ๆ คือ อาหารกระป๋อง ส่วนของอาหารแช่แข็งยังมีน้อย จึงต้องรอดูสถานการณ์อีกระยะ การปรับกลยุทธ์ช่วงนี้แน่นอนว่าต้องเพิ่มการทำการตลาดทางออนไลน์มากขึ้น อย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่ทำตลาดกับทีมอลล์ในจีนซึ่งยังทำต่อ” นายธีรพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานของ TU ทั่วโลกยังเปิดดำเนินการ แต่ได้กำหนดมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด ห้ามพนักงานเดินทางไปประเทศเสี่ยง และมีมาตรการเฝ้าระวังในทุกสำนักงานของเราทั่วโลก ปรับกลยุทธ์ด้วยการใช้ระบบ การประชุมทางวิดีโอ สื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลอย่างไรต่อธุรกิจบ้าง แต่คิดว่าคงไม่กระทบอุตสาหกรรมเรามากนัก เพราะธุรกิจอาหารยังมีความจำเป็น ขณะนี้ตลาดส่งออกแบ่งเป็น อเมริกาเหนือ 41% ยุโรป 28% ไทย 12% ส่วนตลาดอื่น ๆ ซึ่งจะรวมตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาใต้ คิดเป็น 19%   นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง TU กล่าวว่า สถานการณ์กุ้งและอาหารแช่เยือกแข็ง ไตรมาส 1 ปีนี้ ได้รับผลจากโรคระบาดที่จีนประกาศปิดประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้การขนส่งทางเรือหยุดลงทั้งหมด การส่งออกไปตลาดจีนซึ่งตลาดดาวรุ่งของไทยคิดเป็น 10% ของผลผลิตรวมของประเทศต้องหยุดชะงักไป แต่หวังว่าสถานการณ์ระบาดในจีนดีขึ้น เพราะอัตราการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่าอัตราผู้ป่วยที่รักษาหาย แต่ยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกระยะ “ผลจากการระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่อย่างเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก กับอินเดีย ส่งกุ้งเข้าไปจีนไม่ได้ เพราะการขนส่งทางเรือหยุดหมด สินค้าจึงไหลไปอเมริกาและสหภาพยุโรป ส่งผลให้ราคากุ้งปรับลดลง แต่ยังโชคดีเพราะเป็นจังหวะช่วงโลว์ซีซั่นของการผลิตจึงกระทบไม่มาก” นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหารและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลดีต่อการส่งออกถุงมือยางของบริษัทช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกที่เสริมเข้ามาช่วยเพิ่มความต้องการใช้ ไม่ใช่เฉพาะจีน แต่ตอนนี้มีลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศ เช่น กลุ่มบริษัท โรงแรม สายการบินต่าง ๆ และผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง ติดต่อสั่งซื้อเข้ามาเป็นการด่วน ทำให้บริษัทต้องเพิ่มกำลังการผลิตเต็ม 100% หรือประมาณ 30,000-33,000 ล้านชิ้น/เดือน โดยจะเน้นส่งมอบลูกค้ากลุ่มเดิมก่อนทยอยส่งมอบให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ และต้องเตรียมสต๊อกวัตถุดิบน้ำยางดิบ เพื่อผลิตถุงมือยางธรรมชาติให้เพียงพอกับความต้องการใช้ เพราะใกล้เข้าสู่ช่วงหยุดกรีดยางแล้ว”สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดถุงมือยางโลกคึกคักขึ้น ความต้องการค้าเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนล้านชิ้น เป็น 3.3 แสนล้านชิ้น หรือขยายตัวเพิ่ม 10% เราเป็นเบอร์ 3 ของโลก ผลิตได้ 30,000 ล้านชิ้น/เดือน เมื่อเกิดโรคระบาด ความต้องการด้านการแพทย์เพิ่มขึ้นก่อน จากนั้นทุกอุตสาหกรรมก็ต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน บริษัททั่ว ๆ ไป”นายวิทย์นาถ สินเจริญกุล Strategic Branding Executive บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT กล่าวว่า ขณะนี้คำสั่งซื้อถุงมือยางต่อเนื่องไปถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค.แล้ว เทียบกับปีก่อนน่าจะเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนเดินเครื่องผลิต 16,000-18,000 ล้านชิ้น/เดือน คาดว่าปีนี้ยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้น 10-20% ด้านนายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธาน บจ.เอเซีย โกลเด้นไรซ์ ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะตลาดฮ่องกงคาดว่าจะเพิ่มมากถึง 15% เพราะข้าวเป็นสินค้าจำเป็น เนื่องจากประชาชนถูกกักบริเวณให้ใช้ชีวิตในบ้าน ออกมาจับจ่ายได้ยาก ภัตตาคาร ร้านอาหารหยุดเกือบหมด จึงต้องซื้อข้าวไปสต๊อก ทั้งนี้ปกติข้าวจากไทยจะส่งไปจีนผ่านทางเสิ่นเจิ้นและกว่างโจวเป็นหลัก ตอนนี้ยังสามารถส่งออกได้ ส่วนความต้องการนำเข้าข้าวจะมีมากขึ้นเพียงใด ต้องประเมินอีกระยะหนึ่ง เพราะขณะนี้ไทยประสบปัญหาภัยแล้งผลผลิตลดลง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *